บางอย่างผุดขึ้นมาในสำนึก แต่น่าจะเรียกว่าไร้สำนึกมากกว่า มันเป็นก้อนอารมณ์ที่เข้าสิงเราอย่างแนบเนียน รู้ตัวอีกทีเราก็พลุ่งพล่านไปกับบางสิ่งบางอย่างจนยากจะควบคุม
มีผู้ที่น่าเชื่อถือเคยบอกเอาไว้ว่าจริงๆ แล้วเราไม่ต้องไปควบคุม เราก็แค่ตามไปดูอารมณ์เหล่านั้น ตามไปให้ทัน มองมันอย่างที่เป็น ปล่อยวางจากความคิด เพียงรู้สึก แค่นั้นเอง...
ก้อนอารมณ์หนึ่งก้อนก่อตัวขึ้นในห้วงฝัน---กลางวัน
พริ้มตาหลับหวานพาลน้ำลายยืดหยด
สลบซบพสุธาทิ้งร่างดั่งซากศพ
หูหลุบหางหลบเขี้ยวที่เคยแยกกลับต้องเสงี่ยมเจียมตน
ยอมแพ้แก่อารมณ์ของตัวเอง
ศิโรราบหมอบกราบตามแต่ใจ
เจ้าจะเต้นหรือขี้เกียจขยับก็แล้วแต่จะเป็นไป
---
วันก่อนอ่านช่อการะเกดไปสามเรื่องสั้น และหนึ่งกถาของบรรณาธิการ ดีใจเหลือหลายที่ยุคสมัยของวรรณกรรมกลับมาเป็นปัจจุบันให้คนรุ่นเราได้สัมผัส
ไทม์แมชชีนมีจริงๆ ด้วยสินะ
เราดื่มด่ำกำซาบกับตัวอักษร เราเห็นภาพอะไรบางอย่างที่ชัดเจนเสียยิ่งกว่ายามดูละคร เราแทบจะรู้สึกเหมือนตอนอายุสิบแปดนั่นเทียว
วัยผ่านเลย ทำให้สำนวนภาษาของเราแก่เก่าและติดจะเชย (ไม่แน่ อาจจะเพราะออสโมซิสจากช่างวรรณกรรมยุคก่อนๆ) เราอยากลับไปเขียนอะไรบางอย่าง เราปลอบใจตนเองว่าเรากำลังฟูมฟักไข่จินตนาการไว้ข้างใน เราฝันว่าเราเป็นดักแด้
แต่ไม่แน่เราอาจโดนรัดโดยใยตัวเองตาย
สักวันเราจะบินไปในโลกกว้าง แต่ระยะห่างระหว่างความฝันไม่ได้แคบลงเลย ละทิ้งฝันบางฝันไป แต่ก็ปลุกปั้นฝันใหม่ๆ ขึ้นมา รู้สึกบ้าและเพี้ยนหน่อยๆ เพื่อนที่มีให้คบและคุยลดน้อยลงเรื่อยๆ
ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่
ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องเล็ก
เราแค่เป็นเด็กไม่รู้จักโต
หรือเยาวชนโง่ๆ รีบร้อนจะไปตาย
---
บางอย่างผุดขึ้นมาในสำนึก แต่น่าจะเรียกว่าไร้สำนึกมากกว่า
มันเป็นเช่นนั้นแหละ
2008 04 02